รีเซต

ผลการค้นหา “枣庄办毕业证(证件网:ban58.com)冷水江孕检报告单怎么购买-怎么办假利物浦大学学位证<网址:bbzz58.com>怎么办假新加坡IDiu” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
คลินิก หาดใหญ่ สูตินรีเวช
สิทธิพิเศษ

คลินิก หาดใหญ่ สูตินรีเวช

-

True CyberSafe PRO
สิทธิพิเศษ

True CyberSafe PRO

-

โรงพยาบาลเปาโล พระประแดง
สิทธิพิเศษ

โรงพยาบาลเปาโล พระประแดง

-

โรงพยาบาลเปาโล รังสิต
สิทธิพิเศษ

โรงพยาบาลเปาโล รังสิต

-

โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ
สิทธิพิเศษ

โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ

-

ลอนช์แพด
สิทธิพิเศษ

ลอนช์แพด

Ready To Work Offices

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน แพ็กเกจไหนดี? ตรวจโรคอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือกให้คุ้มค่า
อ่าน

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน แพ็กเกจไหนดี? ตรวจโรคอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือกให้คุ้มค่า

ว่าที่เจ้าสาวทุกคนคะ! เชื่อว่าช่วงเตรียมงานแต่งคือช่วงที่วุ่นและตื่นเต้นที่สุด แต่ท่ามกลางการเลือกชุดหรือจองสถานที่ อีกหนึ่งเช็กลิสต์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานค่ะ เพราะการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้เราวางแผนครอบครัวได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวลเรื่องโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งต่อถึงลูกน้อยได้ในอนาคต สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าควรเลือก ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน แพ็กเกจไหนดีหรือกังวลว่าต้องเจาะเลือดตรวจอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันค่ะว่าในแต่ละโปรแกรมเขามักจะตรวจโรคอะไรบ้าง เพื่อให้สาว ๆ และคุณแฟนเลือกแพ็กเกจที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความเสี่ยงของแต่ละคู่มากที่สุด จะได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยความสบายใจแบบเต็มร้อยไปเลย! ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ตรวจโรคอะไรบ้าง? โดยปกติแล้ว แพ็กเกจพื้นฐานที่ทุกโรงพยาบาลต้องมี จะครอบคลุมรายการสำคัญดังนี้ค่ะ ตรวจเลือดหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC):เช็กภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติของเม็ดเลือด ตรวจกลุ่มเลือด (ABO Rh):สำคัญมากสำหรับการตั้งครรภ์ หากหมู่เลือดพ่อแม่ไม่เข้ากัน (Rh Negative) จะได้เตรียมรับมือได้ทัน ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม (Thalassemia):โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคยอดฮิตที่คนไทยเป็นพาหะกันเยอะมากค่ะ ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี:ป้องกันการติดเชื้อจากคู่รักและส่งต่อสู่ลูก ตรวจหาเชื้อซิฟิลิสและ HIV:เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยทางเพศของทั้งคู่ ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (สำหรับผู้หญิง):เพราะถ้าติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกในครรภ์พิการได้ค่ะ เลือกแพ็กเกจไหนให้เหมาะกับคู่เรา? การเลือกแพ็กเกจไม่ได้ดูแค่ราคาถูกที่สุดนะคะ แต่ควรดูจาก "ความเสี่ยง" และ "แผนในอนาคต" ค่ะ แพ็กเกจ Standard (พื้นฐาน):เหมาะสำหรับคู่รักอายุน้อย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว เน้นตรวจเช็กความพร้อมเบื้องต้น แพ็กเกจ Premium / Comprehensive (เชิงลึก):เหมาะสำหรับคู่ที่วางแผนมีบุตรทันทีหรือฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป แพ็กเกจนี้มักจะรวมการตรวจอัลตราซาวด์มดลูก/รังไข่ หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพิ่มเข้ามาด้วยค่ะ แพ็กเกจตรวจลึกถึงระดับยีน:สำหรับคู่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมแปลกๆ แพ็กเกจนี้จะช่วยคัดกรองพาหะโรคพันธุกรรมแฝงได้มากกว่า 200-600 โรคเลยทีเดียว ควรไปตรวจตอนไหนดีที่สุด? ควรตรวจก่อนแต่งงานอย่างน้อย 3-6 เดือนค่ะ เพราะหากตรวจพบเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคไหน (เช่น หัดเยอรมัน หรือไวรัสตับอักเสบบี) คุณหมอจะได้นัดฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเริ่มปล่อยมีน้องนั่นเอง การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่มันคือ "ของขวัญชิ้นแรก" ที่เรามอบให้กันและกันเพื่อสร้างรากฐานครอบครัวที่แข็งแรงค่ะ

10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา
อ่าน

10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา

ในยุคที่โลกออนไลน์คือวิถีชีวิต การแชท โอนเงิน หรือช้อปปิ้งถือเป็นกิจวัตรที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว แต่น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้ มิจฉาชีพ ฉกฉวยโอกาส ทางออนไลน์ เพื่อ หลอกลวง ฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความเสียหายรวมจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะลุ 13,000 ล้านบาทไปแล้ว ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงความเครียดที่บั่นทอนสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างน่าเป็นห่วง เมื่อภัยไซเบอร์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตเช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC 1441) จึงชวนกันมาถอดบทเรียนจาก 10 เคสจริง เพื่อแฉกลโกงให้ทุกคน รู้เท่าทันมิจฉาชีพ และสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน กลโกง#1 ปลอมตัวตน ปล้นความเชื่อใจ มิจฉาชีพจะเริ่มด้วยการปลอมเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เหยื่อเผลอเชื่อใจและลดการป้องกันตัวลง เคสหลอกให้รักแล้วโอนเงิน: แอบอ้างเป็นพยาบาลต่างประเทศ ทักมาสานสัมพันธ์จนผู้เสียหายตายใจ แล้วหลอกขอค่าขนย้ายทรัพย์สินเพื่อกลับมาแต่งงานที่ไทย สูญเงิน 1,308,000 บาท เคสร้านค้าปลอมหลอกขายของถูก: ปลอมเพจ Facebook ขายปูนซีเมนต์ราคาถูกเกินจริง บีบให้ผู้เสียหายโอนเงินเต็มจำนวน แล้วบล็อกหนีหาย สูญเงิน 1,100,000 บาท เคสเพจที่พักทิพย์: ขโมยรูปวิลล่าหรูมาเปิดเพจปลอม พร้อมเร่งรัดให้โอนจองเต็มจำนวนเพื่อล็อกสิทธิ์ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าไม่มีชื่อในระบบ สูญเงิน 15,000 บาท เคสทหารเรือเก๊หลอกให้ซื้อของ: สวมรอยเป็นทหารเรือสั่งลวดหนามล็อตใหญ่ บีบให้ผู้ประกอบการสั่งของสเป็กพิเศษจาก "ร้านพันธมิตรปลอม" ที่จัดฉากไว้ แล้วเชิดเงินมัดจำหนีไป สูญเงิน 500,000 บาท เคสแอบอ้างเจ้าหน้าที่ PEA: โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เพื่อขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน จนสูญเงิน 594,570 บาท กลโกง#2 ปั่นอารมณ์ จู่โจมให้ขาดสติ เมื่อเริ่มเชื่อใจ โจรจะเปลี่ยนจังหวะมาจู่โจมที่สมองส่วนอารมณ์ ไม่ว่าจะใช้ความกลัวข่มขู่หรือความรักบีบคั้น เพื่อให้เราสติหลุด ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เคสตำรวจปลอมกับคดีฟอกเงิน: โทรศัพท์มาอ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินระดับชาติ บีบให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เหยื่อตกใจกลัวจึงยอมโอน สูญเงิน 4,102,169 บาท เคสลูกสาวกำมะลอเสียง AI: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเลียนเสียงเป็นลูกสาว โทรหาคุณแม่ อ้างว่าต้องใช้เงินด่วนจ่ายค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นห่วงรีบร้อนโอนไป สูญเงิน 100,000 บาท เคสหนีเสือปะทนายปลอม: หลอกผู้เสียหายที่กำลังทุกข์ใจเพราะถูกโกง ผ่านเพจ "ทนายอาสา" อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้แต่ขอค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ กลายเป็นการสูญเสียซ้ำสองที่เจ็บปวดกว่าเดิม สูญเงินเพิ่ม 363,285 บาท กลโกง#3 วางเหยื่อล่อ ลากเข้าวงจรโอนไม่สิ้นสุด จังหวะสุดท้ายคือการวางเหยื่อล่อ หลอกให้เหยื่อได้กำไรในตอนแรก เพื่อซื้อความตายใจ ก่อนจะล่อให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ และบีบคั้นให้ต้องโอนเพิ่มอย่างไม่จบสิ้น เคสกับดักหุ้น กำไรทิพย์: มิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้นพลังงานผ่านแอปปลอมที่สร้างกราฟกำไรปลอมขึ้นมาเอง ล่อให้เหยื่อทุ่มเงินเพิ่มไม่หยุด จนสุดท้าย สูญเงิน 8,747,497 บาท เคสงานแพ็กของ รายได้เสริมกลายเป็นหนี้: มิจฉาชีพประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ให้ผู้เสียหายทำภารกิจกดรับออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ยอมให้ถอนยอดน้อยได้จริงในช่วงแรก เพื่อล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะบล็อกระบบการถอน สูญเงิน 3,023,000 บาท เมื่อตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร? เคสตัวอย่างทั้งสิบนี้คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล และเท่าทันจังหวะกลโกงอยู่เสมอ แต่หากรู้ตัวว่าพลาดโอนเงินไปแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้สูตร "โทร-กด-แจ้ง" ทันที โทร - สายด่วน AOC 1441: ศูนย์ปฏิบัติการนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยคุณสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติทันทีที่รู้ตัว กด - เลข 1 เพื่อระงับบัญชีม้า: พยายามทำภายใน "1 ชั่วโมง" เพื่อขอรหัส Bank Case ID และให้ธนาคารล็อกบัญชีปลายทางชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน แจ้ง - ความภายใน 7 วัน: รวบรวมหลักฐาน (แชท, สลิป, ลิงก์โปรไฟล์) แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การอายัดบัญชีมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ จำไว้ว่า! แม้อาจไม่ได้เงินคืนในทันที แต่การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยหยุดความเสียหายไม่ให้เงินถูกโอนต่อ และเป็นการกำจัด "บัญชีม้า" ออกจากระบบ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัยจาก อาชญากรรมออนไลน์ โดยการสร้าง ภูมิคุ้มกันดิจิทัล ให้เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็ง เพราะเพียงแค่ "หยุดคิด" ก่อนคลิกลิงก์หรือโอนเงินเพียงเสี้ยววินาที ก็ช่วยปกป้องเงินในบัญชีรวมถึงสุขภาพกายและใจของคุณได้ในระยะยาว สสส. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเท่าทันและหยุดวงจรมิจฉาชีพผ่านสื่อรณรงค์ชุดล่าสุด: ภาพยนตร์โฆษณา Uncontrol: https://youtu.be/iwOUuQEa1vw คลิปวิดีโอออนไลน์ ป้าข้างบ้านอวดลูก: https://www.youtube.com/watch?v=95NtmiqttBU และลองศึกษาวิธีการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางจัดการตัวเองเมื่อพลาดพลั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.creativehealthcampaign.thaihealth.or.th เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยจากทุกภัยมิจฉาชีพ ติดตามข่าวสารสุขภาพจากทาง สสส. ได้ที่Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส. Line : @thaihealththailand Tiktok: @thaihealth Youtube: SocialMarketingTH Website : Social Marketing Thaihealth

อุดมเอก /ฟินดิจ
สิทธิพิเศษ

อุดมเอก /ฟินดิจ

ผลิตภัณฑ์รองเท้า กระเป๋าหนังแท้ คุณภาพเยี่ยม

พีดับบลิวเอส คลินิกเฉพาะทาง สูติ-นรีเวช
สิทธิพิเศษ

พีดับบลิวเอส คลินิกเฉพาะทาง สูติ-นรีเวช

-

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน
สิทธิพิเศษ

โรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน

-

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง
อ่าน

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง

สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไป ทำงาน หรือ ไปเที่ยว หากพาสปอร์ต หรือ หนังสือเดินทาง หาย ระหว่างการเดินทาง ไม่ต้องตกอกตกใจไปค่ะ เรามี 2 ขั้นตอนต้องทำ มาบอกกันตามนี้ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง มาดูกันได้เลย! อัปเดต สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำไง? แจ้งความกับ สถานีตำรวจในท้องที่ ที่เอกสารหาย ติดต่อ สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการออกเอกสารการเดินทางไทยฉบับใหม่ ได้แก่ เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (กรณีต้องเดินทางผ่านประเทศอื่น ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย) เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Travel Document) หรือ หนังสือเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Passport) สามารถใช้แทนหนังสือเดินทางตัวจริงได้ ภาพจาก : กรมการกงสุล คำแนะนำเพิ่มเติม เก็บสำเนาเอกสาร : ถ่ายสำเนาพาสปอร์ต บัตรประชาชน วีซ่า และเก็บแยกจากตัวจริงเสมอ มีประกันเดินทาง : ประกันเดินทางช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารเดินทางใหม่ และมีสายด่วนช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

จ่ายเพียง 599.-สำหรับ แพ็กเกจตรวจเบาหวาน ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

จ่ายเพียง 599.-สำหรับ แพ็กเกจตรวจเบาหวาน ใช้ 0 ทรูพอยท์

ประหยัด ฿621.00ที่ N Health ลูกค้าทรู ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน จ่ายเพียง 599.- แพ็กเกจตรวจคัดกรองเบาหวาน 6 รายการ (ราคาปกติ 1,220 บาท) เหลือเพียง 599 บาทผ่านทางLINE Official ของ N Health ทาง Link :https://lin.ee/MwODZRJ เงื่อนไข เมื่อกดรับสิทธิ์แล้ว สามารถซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษผ่านทางLINE Official ของN Health Healthทาง Link : https://lin.ee/MwODZRJ โดยนำ code ที่ได้มาใส่ในช่องคูปองส่วนลด เพื่อรับราคาพิเศษสามารถสั่งซื้อตั้งแต่ วันนี้ 31 ธ.ค. 69สามารถรับบริการได้ที่ N Health ทุกสาขาเพื่อให้ท่านได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็ว กรุณานัดหมายล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ผ่านช่องทาง Line OA : @ Nhealthแพ็กเกจที่ท่านได้สั่งซื้อและชำระเงินแล้ว ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์การเข้ารับบริการ หากท่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่บริษัทกาหนดในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืน ในทุกกรณีทางร้านรับชำระเฉพาะเงินสด หรือ เงินโอนเท่านั้นสอบถามรายละเอียด และนัดหมายเพื่อรับบริการได้ที่ N Health Customer service 02-7624000 กด 1 หรือ กด 9

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
อ่าน

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง

ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================

รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม เพจปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์
อ่าน

รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม เพจปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การจองที่พักออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ ก็มีมิจฉาชีพที่คอยแฝงตัวมาในรูปแบบของเว็บไซต์ปลอม เพจปลอม หรือแอปพลิเคชันจองที่พักปลอม เพื่อหลอกให้เราเสียเงิน และข้อมูลส่วนตัว วันนี้เราจะพาคุณมา รู้ทันกลลวงออนไลน์พร้อมวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของที่พักที่คุณกำลังจะจอง รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์ 1. ตรวจสอบ URL และชื่อเว็บไซต์ให้ดี เว็บไซต์ปลอมมักมีชื่อคล้ายกับเว็บไซต์จองที่พักชื่อดัง แต่จะมีความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ตัวอักษรผิดหรือมีสัญลักษณ์แปลกๆ ใน URL เช่น "bo0king.com" แทน "booking.com" ดังนั้นก่อนกดจอง ควรตรวจสอบ URL ให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์จริง 2. สังเกตการันตีความปลอดภัย (SSL) เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมี SSL Certificate ซึ่งสังเกตได้จากไอคอนรูปกุญแจหรือคำว่า "https://" ที่อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าเว็บไซต์นั้นอาจไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล 3. อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รีวิวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้จักที่พัก และเว็บไซต์นั้นๆ มากขึ้น ลองค้นหารีวิวจากหลายๆ แหล่ง เช่น Google, TripAdvisor หรือ Pantip เพื่อดูว่ามีใครเคยใช้บริการ และประสบการณ์เป็นอย่างไร หากพบรีวิวแย่ๆ หรือรีวิวที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ให้ระวังไว้ก่อน 4. เปรียบเทียบราคา หากพบว่าที่พักแห่งหนึ่งมีราคาถูกกว่าปกติมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับที่พักอื่นในบริเวณใกล้เคียง นี่อาจเป็นสัญญาณของกลลวง ลองเปรียบเทียบราคากับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่โดนหลอก 5. ตรวจสอบข้อมูลติดต่อ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน เช่น เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, หรือที่อยู่จริง หากเว็บไซต์ไม่มีข้อมูลเหล่านี้หรือข้อมูลไม่ชัดเจน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นเว็บไซต์ปลอม 6. อย่าเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ข้อเสนอแบบ "จองวันนี้ฟรี!" หรือ "ส่วนลดสูงสุด 90%" มักเป็นกลลวงที่ใช้ล่อลวงผู้ใช้งาน ให้ลองตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจจอง เพราะบางครั้งอาจมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือเงื่อนไขที่ทำให้คุณเสียเงินมากกว่าที่คิด 7. ใช้ช่องทางการจองที่ปลอดภัย ควรจองที่พักผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีชื่อเสียง และเชื่อถือได้ เช่น Booking.com, Agoda, หรือ Airbnb หลีกเลี่ยงการจองผ่านลิงก์แปลกๆ ที่ส่งมาในอีเมลหรือข้อความ 8. ตรวจสอบนโยบายการคืนเงิน ก่อนจองที่พัก ควรอ่านนโยบายการคืนเงินให้เข้าใจ หากเว็บไซต์ไม่มีนโยบายนี้หรือเงื่อนไขไม่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเจอกับเว็บไซต์ปลอม 9. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น เว็บไซต์ปลอมมักขอข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น หมายเลขบัตรเครดิต, รหัสผ่าน, หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร โดยไม่มีเหตุผลสมควร ควรให้ข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ 10. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์ มิจฉาชีพมักเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ ดังนั้นการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์จะช่วยให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ====================

ลด 5% ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ลด 5% ใช้ 0 ทรูพอยท์

ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนนรับส่วนลด 5% เมื่อสมัครคอร์สเรียนที่สถาบันสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 080-243-1111 หรือ www.brightuptutor.com เงื่อนไข 1. ลูกค้านำรหัสที่ได้รับไปจากการกดรับสิทธิ์ รับสิทธิ์ได้ที่สถาบันฯ สาขาที่ร่วมรายการสาขาที่ไม่เข้าร่วมแคมเปญ- สถาบันกวดวิชาและเสริมทักษะ สาขาห้างTerminal21, โคราช- สถาบันกวดวิชาและเสริมทักษะ สาขาทุ่งสง, นครศรีธรรมราช- สถาบันกวดวิชาและเสริมทักษะ สาขาสัมมากรเพลส รามคำแหง110, กรุงเทพฯ2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

ก.ล.ต. สั่งตรวจสอบ Bitkub หลังมีข่าวลือถูกโจมตีทางไซเบอร์
อ่าน

ก.ล.ต. สั่งตรวจสอบ Bitkub หลังมีข่าวลือถูกโจมตีทางไซเบอร์

#Bitkub #ทันหุ้น - นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า “จากกรณีที่มีข้อมูลปรากฏในสื่อออนไลน์ว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งถูกโจมตีทางไซเบอร์ และจากการพิจารณาเบื้องต้นมีลักษณะบ่งชี้และสงสัยว่า กรณีดังกล่าวเป็น บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (BITKUB) หรือไม่ และเป็นเอกสารจริงหรือไม่ นั้นดังนั้น ก.ล.ต. จึงเข้าตรวจสอบ BITKUB โดยให้ความสำคัญลำดับแรกคือทรัพย์สินของลูกค้ามีความปลอดภัย ซึ่งพบว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ณ วันที่ 8 กันยายน 2568 มีความปลอดภัยและครบถ้วนส่วนกรณีที่มีเอกสารตามที่สื่อออนไลน์อ้างถึงนั้น ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงก.ล.ต. ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก ก.ล.ต. และช่องทางการสื่อสารทางการของผู้ประกอบธุรกิจฯ โดยหากพบความผิดปกติกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฝากไว้ขอให้แจ้งผู้ประกอบธุรกิจฯ ที่ใช้บริการโดยเร็ว รวมทั้ง หากพบเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัยโปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต.ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดตามข้อมูลที่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวก.ล.ต. จึงได้รวบรวม link ไว้บนหน้าเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต.ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Pages/Shortcut/DigitalAssetNews.aspx

เตือนภัย “ข่าวปลอมออนไลน์” ช่วงสถานการณ์ชายแดน – การเมืองร้อนแรง! เช็กก่อนแชร์
อ่าน

เตือนภัย “ข่าวปลอมออนไลน์” ช่วงสถานการณ์ชายแดน – การเมืองร้อนแรง! เช็กก่อนแชร์

รัฐบาลเตือนภัย “ข่าวปลอมออนไลน์” ช่วงสถานการณ์ชายแดน – การเมืองร้อนแรง! ขอประชาชนเช็กก่อนแชร์ ติดตามเฉพาะข้อมูลจาก “ช่องทางที่เชื่อถือได้”วันนี้ (24 กรกฎาคม 2568) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา มีความตึงเครียด และเกิดกระแสความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในโลกออนไลน์ รัฐบาลพบว่ามีการเผยแพร่ “ข่าวปลอม” และ “ข้อมูลบิดเบือน” หลายกรณี ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศจากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา พบว่ามีข่าวปลอมที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เช่น ข่าวที่อ้างว่า “เครื่องบินรบ F-16 ของไทยถูกยิงตก” ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าไม่เป็นความจริง ภาพที่ใช้เป็นภาพเหตุการณ์ในประเทศเบลเยียมเมื่อปี 2561 ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศไทยแต่อย่างใด โดยกองทัพอากาศยืนยันว่า เครื่องบินทุกลำกลับฐานอย่างปลอดภัย รัฐบาลขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนเผยแพร่ หรือแชร์ข้อมูลใด ๆ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์อ่อนไหวด้านความมั่นคงและการเมือง และขอให้ติดตามข้อมูลจาก “ช่องทางที่เชื่อถือได้” เช่น เพจศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดีอี เพจของกองทัพ หรือสายด่วนรัฐบาล 1111 “ขอเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ ก่อนแชร์ และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เชื่อถือได้ เพื่อร่วมกันปกป้องความสงบของบ้านเมือง รัฐบาลพร้อมเคียงข้างประชาชนทุกช่วงเวลา และมุ่งมั่นส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้สังคมไทยก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยความเข้าใจและความมั่นคง” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง
อ่าน

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่วันนี้ (18 กรกฎาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านรายการ“เสียงจากใจไทยคู่ฟ้า” ว่าปัจจุบันมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ โดยที่ผ่านมามักจะใช้ช่องทางผ่านการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นตำรวจบ้าง เป็น หน่วยงานราชการสำคัญบ้าง อ้างว่ามีไปรษณีย์ตกค้างบ้าง รวมทั้งการส่งเอกสารหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยเริ่มคุ้นชินแล้ว ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบพบการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้นปัจจุบันพบว่ามีการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดเพจแอบอ้างเป็น มูลนิธิหรือสำนักงานทนายสาธารณะที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือ ศูนย์ช่วยเหลือการถูกหลอกลวง โดยปัจจุบันพบว่าในแพลตฟอร์ม Facebook มีชื่อว่า “สำนักงานช่วยเหลือเหยื่อคดีทางออนไลน์” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อหลอกลวงซ้ำกับคนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ หรือกรณีที่ซื้อสินค้าไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปกเป็นจำนวนมาก "กระบวนการเหล่านี้จะเปิด Facebook แฟนเพจและขึ้นหน้าเพจว่าเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่โดนหลอกลวงทางออนไลน์โดยจะให้แอด LINE กับทนายความ โดยระบุว่าจะมีทีมทนายให้การช่วยเหลือเมื่อขบวนการมิจฉาชีพได้รับเรื่องจากผู้ที่เป็นเหยื่อก็จะส่งต่อให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นตำรวจจากหลายหน่วยงานซึ่งจากการตรวจสอบพบมีการส่งบัตรข้าราชการตำรวจให้เหยื่อได้หลงเชื่อ จากนั้นจะทำงานเป็นทีมเพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่โชคร้ายอยู่แล้วต้องโชคร้ายซ้ำสอง โดยคณะทำงานได้ ตรวจสอบบัตรประจำตัวตำรวจดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นตำรวจจริง และได้ตรวจสอบพบว่าชื่อ ทนายความดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในสารบบของทะเบียนทนายความ" เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆนายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ส่งเรื่องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบและจับกุมกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้อยู่ ทั้งนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อในกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Instagram และ Facebook ซึ่งเป็นช่องทางที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อชักจูงให้หลงเชื่อและโอนเงินทั้งนี้ อย่าโอนเงินให้บุคคลหรือเพจที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล หรือทาง อีเมล jirayu9000@gmail.com เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

มิจฉาชีพ! จ๊ะ นงผณี เตือนภัยหลังถูกนำชื่อบริษัทไปอ้างอ้างสั่งของ เตรียมฟ้องทันที
อ่าน

มิจฉาชีพ! จ๊ะ นงผณี เตือนภัยหลังถูกนำชื่อบริษัทไปอ้างอ้างสั่งของ เตรียมฟ้องทันที

อย่าได้หลงเชื่อ! จ๊ะ นงผณี นักร้องสาว และเข้าของบริษัทรับสร้างบ้าน "JA สร้างบ้าน" ออกหนังสือแจ้งเตือน หลังถูก มิจฉาชีพ นำชื่อบริษัทไปอ้าง ขอเครดิตเบิกของล่วงหน้ากับทางร้านค้าวัสดุก่อสร้าง แล้วไม่ยอมจ่าย ยืนยันไม่เคยติดหนี้ จ่ายสดทันที เตรียมดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทันที หากใครเป็นแฟนคลับของนักร้องสาวคนดัง จ๊ะ นงผณี มหาดไทย คงจะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า นอกจากงานจับไมค์ร้องเพลงบนเวที เจ้าตัวยังการทำมีธุรกิจอื่นๆอีกด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือ "JA สร้างบ้าน" บริษัทรับสร้างบ้านที่ทำร่วมกับพี่ชาย แต่ด้วย "มิจฉาชีพ" ที่มีอยู่ทุกวงการจริงๆ ซึ่ง จ๊ะ นงผณี ก็โดนเข้ากับตัวอีกแล้ว หลังมีบุคคลนำชื่อของบริษัทไปแอบอ้างกับทางร้านค้าวัสดุก่อสร้างต่างๆ เพื่อขอเครดิต เบิกสินค้าออกมาก่อน แล้วสุดท้ายก็หนีหาย ไม่ยอมจ่ายเงิน ภาพจาก : jaja_nongpanee ซึ่งล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้สาว จ๊ะ นงผณี ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที ด้วยการโพสต์ข้อความว่า "จ๊ะ ไม่เคยเป็นหนี้ รึติดเงินใครนะคะ ธุรกิจของจ๊ะทุกธุรกิจ ไม่เคยกู้เลย ระวัง มิจ กันด้วยน๊าาา" พร้อมภาพเอกสารระบุรายละเอียดว่า.. "ขออนุญาตประกาศด่วน เนื่องจากว่าในปัจจุบัน ทางบริษัทสืบทราบได้ว่า มีช่างที่นำชื่อบริษัทไปแอบอ้างในการสั่งสินค้าวัสดุก่อสร้างตามร้านค้าต่างๆ โดยการเอาชื่อบริษัทไปขอเบิกของและหนีไม่ยอมจ่ายเงิน บริษัทมีความประสงค์แจ้งให้ทราบว่าทางบริษัทไม่เคยมีนโยบายในการขอสินเชื่อวัสดุก่อสร้างทุกกรณี ทางบริษัทสั่งวัสดุด้วยการจ่ายเงินทันที เมื่อได้รับสินค้า และไม่ว่าท่านใดที่พบว่ามีการนำชื่อบริษัท จ๊ะ สร้างบ้าน ไปแอบอ้าง ให้ส่งเรื่องมาที่เพจบริษัท จ๊ะ สร้างบ้าน ทางบริษัทจะดำเนินการฟ้อง คนที่นำชื่อบริษัทไปแอบอ้างทันที *** หมายเหตุ ทางบริษัทไม่มีนโยบาย ขอสินเชื่อร้านวัสดุก่อสร้างทุกกรณีและไม่เคยติดเงินค่าแรงพนักงานที่ทำงานตามเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นทุกกรณี โดยถ้าร้านไหนพบเจอว่ามีคนนำชื่อบริษัทไปแอบอ้าง กรุณาอย่าไปหลงเชื่อคำกล่าวอ้างนั้นเป็นอันขาด หากเกิดปัญหามีการแอบอ้างและร้านค้าไปหลงเชื่อให้เครดิตกันเอง ทางบริษัทไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น" ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ- เตือนภัย มิจฉาชีพ สุนารี ราชสีมา แชร์เหลี่ยมใหม่ ส่งข้อความแจ้งโอนเงินรัวๆ- เบสท์ ชนิดาภา แชร์ประสบการณ์ "ติดกับดัก" มิจฉาชีพ ทั้งที่เป็นคนระวังตัวมาก ภาพจาก : jaja_nongpanee ภาพจาก : jaja_nongpanee อ้างอิงที่มาภาพและข้อมูลจาก :อินสตาแกรม jaja_nongpanee

เตือน! อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม ค่ารักษาประเทศเพื่อนบ้านเรียกเก็บไม่ได้เกือบแสนล้าน
อ่าน

เตือน! อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม ค่ารักษาประเทศเพื่อนบ้านเรียกเก็บไม่ได้เกือบแสนล้าน

15 กรกฎาคม 2568 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความทาง Social Media เช่น Facebook ไลน์ และคลิปวิดิโอจากช่อง Tiktok ที่ระบุถึงยอดเงินค่ารักษาประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เรียกเก็บไม่ได้ของปี 67 เกือบแสนล้านบาท โดยบอกว่าเป็นข้อมูลจาก สปสช. นั้น ขอชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นข่าวปลอม และไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง ไม่เข้าใจเจตนาของผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จว่าต้องการอะไรในสถานการณ์เช่นนี้ ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า กรณี "ต่างด้าว" ที่สามารถเข้ารักษาพยาบาลในประเทศไทยฟรี มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิที่อยู่ระหว่างรอพิสูจน์สัญชาติไทย มีกองทุน ท.99 ดูแล กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่มีการจ่ายเงินสมทบ และกลุ่มที่ซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ส่วนกลุ่มอื่นนอกเหนือจากนี้ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลเอง และจำนวนค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้ไม่ได้มีจำนวนพุ่งสูงตามข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่ไม่สามารถชำระค่าบริการได้ อาจขอความอนุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาล โดยหน่วยบริการจะพิจารณาตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เรียกเก็บไม่ได้นี้ จะมีงบประมาณจากเครือข่ายองค์กรนานาชาติให้การสนับสนุนส่วนหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่จำนวนตัวเลขตามข้อมูลเท็จที่เผยแพร่อย่างแน่นอน ยกตัวอย่าง รพ.แม่สอด จ.ตาก ที่อยู่พื้นที่ชายแดน ค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้ แต่เป็นการดูแลเพื่อนมนุษย์ตามหลักมนุษยธรรมอยู่ที่ 154 ล้านบาท“สปสช. ขอเตือนประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และไม่หลงเชื่อข่าวปลอมใดๆ จนตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ต้องการสร้างกระแสให้เกิดความแตกแยก” โฆษก สปสช. กล่าวข่าวที่เกี่ยวข้อง- "บัตรทองจะล่ม" จริงหรือ? ถอดรหัสต้นทุน ‘รักษาฟรี’ ที่รพ.รัฐกำลังบอกว่า ‘ไม่ไหวแล้ว’ - เปรียบเทียบ สิทธิประกันสังคม vs สิทธิบัตรทอง ใครสิทธิมากกว่า?

เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA
อ่าน

เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA

นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ได้รับแจ้งจากอดีตผู้บริหารและข้าราชการบำนาญหลายท่านว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อให้มาลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยให้มาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัด หรือกรมบัญชีกลาง หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี และในบางกรณีให้ส่งอีเมลยืนยัน กรมบัญชีกลางขอแจ้งว่า “กรมบัญชีกลางไม่มีนโยบายแจ้งให้ผู้รับบำนาญ มาดำเนินการกรอกข้อมูลหรือลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับ PDPA ตามที่มิจฉาชีพอ้าง” ดังนั้น ขอให้ท่านที่ได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ ไม่ตอบกลับอีเมล หรือกดลิงก์ใด ๆ ตามที่ได้รับแจ้ง “กรมบัญชีกลางขอเน้นย้ำว่า “ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง” ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว

เบิกเอง ตรวจเอง โกงซ้ำ 11 ครั้ง เขย่าศรัทธาระบบราชการไทย
อ่าน

เบิกเอง ตรวจเอง โกงซ้ำ 11 ครั้ง เขย่าศรัทธาระบบราชการไทย

เบิกเอง ตรวจเอง โกงซ้ำ 11 ครั้ง คดีค่าเช่าบ้านที่เขย่าศรัทธาระบบราชการในสังคมที่การทุจริตอาจแฝงตัวอยู่ในรูปแบบเรียบง่ายจนแทบไม่สะดุดตา การเบิกค่าเช่าบ้านโดยมิชอบของข้าราชการอาจถูกมองว่าเป็นเพียง “เรื่องเล็ก” ในระบบราชการขนาดใหญ่ แต่สำหรับหน่วยงานอย่างสำนักงาน ป.ป.ช. การปล่อยให้เรื่องเล็กหลุดรอด นั่นหมายถึงจุดเริ่มต้นของการสั่นคลอนต่อหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐคดีเบิกค่าเช่าบ้านเท็จของปลัดเทศบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์ คือกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนความซับซ้อนของการใช้อำนาจหน้าที่อย่างบิดเบี้ยว โดยบุคคลเดียวกันสวมสองบทบาท ทั้งในฐานะผู้ขอเบิก และผู้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารตนเอง การกระทำซึ่งนำไปสู่การเบิกงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่ชอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าบทความนี้ถอดรหัสเบื้องหลังคดีดังกล่าวผ่านสายตาของ “นายนันทวัฒน์ นักษัตรจอมพล” พนักงานไต่สวนระดับสูง สังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น เพื่อพิสูจน์ว่าความผิดเล็กน้อยในสายตาบางคน อาจซุกซ่อนโครงสร้างการทุจริตที่ขยายตัวอย่างเงียบงันในระบบราชการไทย.เริ่มต้นจากการตรวจสอบบัญชี สู่เงื่อนงำของการเบิกจ่ายอันไม่ชอบนายนันทวัฒน์ นักษัตรจอมพล พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักคดี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึง รายละเอียดของคดีเบิกค่าเช่าบ้านอันเป็นเท็จ โดยชี้ว่าคดีนี้เริ่มต้นขึ้นจากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภูมิภาคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 2547 ซึ่งพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านของข้าราชการในเทศบาลตำบลกมลาไสย และเทศบาลตำบลหนองแปน จังหวัดกาฬสินธุ์การตรวจสอบฎีกาเบิกเงินจากทั้งสองเทศบาลพบว่ามีการเบิกค่าเช่าบ้านที่ปรากฏหลักฐานครบถ้วนตามระเบียบทางราชการ แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไปกลับพบข้อเท็จจริงว่าเอกสารหลายฉบับที่ใช้ในการเบิกจ่ายนั้นเป็นเท็จ ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนโดยสำนักงาน ป.ป.ช.เจ้าของบ้านเช่าตัวจริง คือ ภรรยาผู้เบิกประเด็นสำคัญที่ป.ป.ช. ตรวจสอบพบคือ ปลัดเทศบาลผู้ถูกกล่าวหาได้อ้างว่าเช่าบ้านเลขที่หนึ่งในจังหวัดขอนแก่นจากหญิงรายหนึ่งในราคา 2,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อไต่สวนข้อเท็จจริงกลับพบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของภรรยาปลัดเทศบาลเอง ซึ่งซื้อพร้อมที่ดินผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์และจดจำนองไว้เรียบร้อย พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการปลอมแปลงสถานะบ้านเช่าเพื่อเบิกงบประมาณแผ่นดินนอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังตรวจสอบพบว่าปลัดเทศบาลได้แนบเอกสารสัญญาเช่าที่มีลายเซ็นปลอมของผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของบ้าน รวมถึงใบเสร็จรับเงินที่ไม่เคยมีการออกจริง ขณะที่ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ให้การยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่เคยให้บ้านใครเช่า ไม่เคยรู้จักผู้เบิก และไม่เคยได้รับเงินจำนวนใดเลยจากการเช่าบ้านนั้น ผู้เบิกคือผู้ตรวจสอบเอง ซ้อนบทบาทผิดจริยธรรมความซับซ้อนของคดีนี้อยู่ที่บทบาททับซ้อนของปลัดเทศบาล ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้าน ยังดำรงตำแหน่ง “ประธานกรรมการตรวจสอบการขอรับเงินค่าเช่าบ้าน” ตามคำสั่งเทศบาลอีกด้วยคณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยปลัดเทศบาล, นายช่างโยธา และเจ้าหน้าที่ธุรการ รวม 3 คน ซึ่งมีหน้าที่ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเช่า ตรวจสอบกรรมสิทธิ์บ้าน ความเหมาะสมของราคาค่าเช่า และตรวจสอบว่าผู้ขอเบิกพักอาศัยอยู่จริงหรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครในคณะกรรมการลงตรวจพื้นที่จริง ทุกคนกลับลงนามรับรองว่าบ้านหลังนั้นเป็นของผู้ให้เช่าตามที่ระบุในเอกสาร ซึ่งกลายเป็นข้อมูลเท็จทั้งหมดเจตนาทุจริตอย่างเป็นระบบ 11 ครั้งซ้อนนายนันทวัฒน์ชี้ว่า ความผิดของจำเลยรายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีการยื่นเบิกเงินต่อเนื่อง 11 ครั้ง ทุกครั้งจะมีการแนบเอกสารที่ปลอมแปลงข้อมูลกรรมสิทธิ์และปลอมลายมือชื่อของผู้ให้เช่า รวมทั้งมีการลงนามรับรองโดยตนเองในฐานะหัวหน้าส่วนราชการว่าการเบิกจ่ายถูกต้องตามระเบียบการกระทำเช่นนี้จึงเป็นความผิดซ้ำซ้อนทั้งในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และในฐานะหัวหน้าส่วนราชการผู้รับรองความถูกต้องของเอกสาร ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มองว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตชัดเจนหลักฐานมัดแน่น ทั้งพยานบุคคลและเอกสารจากธนาคารในทางพยานหลักฐาน ป.ป.ช. ได้สอบปากคำผู้หญิงที่ถูกอ้างชื่อเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งให้การยืนยันว่าสัญญาเช่าและลายเซ็นไม่ใช่ของตน พร้อมทั้งตรวจสอบกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งออกหนังสือยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของปลัดเทศบาลและภรรยาเองหลักฐานทั้งหมดจึงชี้ชัดว่าไม่มีการเช่าบ้านเกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังมีความพยายามจัดทำเอกสารเท็จเพื่อเบิกงบประมาณของรัฐโดยมิชอบ ผลเสียต่อระบบ และจริยธรรมราชการแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้จะอยู่ที่ 22,000 บาท แต่สำหรับนายนันทวัฒน์ เงินทุกบาทคือเงินภาษีของประชาชน และการกระทำเช่นนี้ส่งผลร้ายต่อระบบราชการในภาพรวม เพราะเมื่อผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง การตรวจสอบจากผู้ใต้บังคับบัญชาจึงแทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงนอกจากนี้ ความกลัวอำนาจที่สามารถให้คุณให้โทษในสายบังคับบัญชา อาจทำให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างไม่กล้าเปิดเผยความจริง ปล่อยให้การทุจริตดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครหยุดยั้งบทลงโทษจากศาล และการอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.คดีนี้ถูกส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 โดยจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5,000 บาท และเมื่อพิจารณาประวัติว่าไม่เคยต้องโทษมาก่อนจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท และให้รอลงอาญาอย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ได้ยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติมในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นปลัดเทศบาล เพื่อให้ศาลพิจารณาเพิ่มโทษอีก 11 กระทงตามจำนวนครั้งที่มีการเบิกโดยมิชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นพ้องว่าเป็นความผิดแยกกระทง และวินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.เปิดช่องทางแจ้งเบาะแส สร้างกลไกตรวจสอบในสังคมในตอนท้าย นายนันทวัฒน์กล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐพบเห็นพฤติกรรมไม่ชอบธรรม แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก็สามารถแจ้งเบาะแสต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ได้โดยตรงผ่านสายด่วน 1205 หรือส่งเอกสารโดยไม่ระบุตัวตน เพียงแจ้งพฤติการณ์และแนบพยานหลักฐานที่เพียงพอให้สามารถดำเนินการไต่สวนต่อได้“แม้จะเป็นเงิน 2,000 บาท แต่ถ้ามาจากการโกง นั่นไม่ใช่แค่ความเสียหายเชิงงบประมาณ แต่มันทำให้คนดีๆ ในระบบรู้สึกสิ้นหวัง และระบบราชการก็ไร้หลักยึด”คดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเป็นบทเรียนของการเบิกเงินโดยมิชอบเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงรากของปัญหาที่แทรกซึมอยู่ในระบบราชการไทย เมื่อการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตนสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครกล้าท้วงติงความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข แต่ลุกลามไปถึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ ความสูญเสียที่ไม่อาจตีราคาได้ และการปล่อยให้การทุจริต “เล็กน้อย” กลายเป็นเรื่องปกติ ก็คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายทางจริยธรรมในระบบราชการโดยไม่รู้ตัว

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
อ่าน

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th

เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
อ่าน

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์